วันศุกร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2554

ประวัติย่อและสถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละอำเภอของจังหวัดลำปาง

  
 
อำเภอเมืองลำปาง

พระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม

        
  ตั้ง อยู่ที่ ถนนสุชาดา ตำบลเวียงเหนือ เป็นวัดเก่าแก่และสวยงาม มีอายุนับพันปี เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 1979 เป็นเวลานานถึง 32 ป ีเหตุที่วัดนี้ได้ชื่อว่าวัดพระแก้วดอนเต้า มีตำนานกล่าวว่า พระมหาเถระแห่งวัดนี้ได้พบ แก้วมรกตในแตงโม (ภาษาเหนือเรียกว่า หมากเต้า) และนำมาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป แต่ต่อมาได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระธาตุลำปางหลวง จนถึงปัจจุบัน ปูชนียสถานที่สำคัญในวัด พระแก้วดอนเต้า ได้แก่ องค์พระบรมธาตุของดอนเต้า พระเจดีย์องค์ใหญ่ ซึ่งบรรจุพระเกศาธาตุ ของพระพุทธเจ้า
   วิหารหลวงที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่มีอายุเก่าแก่พอ ๆ กับวัดนี้ นอกจากนี้ยังมีวิหารหลวง ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย วิหารพระเจ้าทองทิพย์สร้างศิลปะสมัยเชียงแสน มณฑปหรือพญาธาตุศิลปะแบบพม่า วิหารลายคำสุชาดารามฝีมือช่างเชียงแสน ภายในมีจิตรกรรม ฝาผนังโดยมีลวดลายทอง ประดับตามส่วนต่าง ๆ งดงาม เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเชียงแสน และยังมีพิพิธภัณฑสถานแห่งล้านนา อันเป็นแหล่งรวบรวมศิลปวัตถุแบบล้านนาเช่น สัตตภัณฑ์ เครื่องถ้วย กระเบื้องพระพุทธรูป เป็นต้น

การเดินทาง
ข้ามสะพานรัษฎาภิเษกแล้วเลี้ยวขวาไปตามถนนพระแก้วประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นยอดพระธาตุเด่นอยู่บนเนิน



วัดพระเจดีย์ซาวหลัง

         
  
วัดพระเจดีย์ซาวหลัง ตั้งอยู่ที่ตำบลต้นธงชัย ห่างจากตัวเมือง 1.5 กิโลเมตร ตามถนนสาายลำปาง แจ้ห่ม คำว่า "ซาว" แปลว่า ยี่สิบ คำว่า "หลัง" แปลว่า องค์ ฉะนั้น วัดเจดีย์ซาวหลัง จึงแปล ได้ว่า วัดที่มีเจดีย์ 20 องค์ จากหลักฐานการขุดพบพระเครื่องสมัย หริภุญไชยที่องค์พระเจดีย์ ทำให้ สันนิษฐานได้ว่าวัดนี้ สร้างมานานกว่าพันปี

จุดเด่นของวัด
     
คือ องค์พระธาตุซาวที่มีศิลปะล้านนาผสมศิลปะพม่าเชื่อกันว่าหากใครนับได้ครบ 20 องค์ ถือว่า เป็นคน มีบุญ ข้างหมู่พระเจดีย์มีวิหารเก่าแก่หลังเล็กประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ ศิลปะ เชียงแสน ชาวบ้านเรียกว่า พระพุทธรูปทันใจ พระอุโบสถหลังใหญ่ซึ่งประดิษฐานพระประธาน เป็นพระพุทธรูป ปางมารวิชัยที่มีพุทธลักษณะงดงามบานประตูทั้งสามเป็นของโบราณ เขียนลวดลายรดน้ำละเอียด สวยงาม เสาซุ้มประตูหน้าต่างประดับลวดลายกระจกสีเป็นลักษณะ ศิลปะสมัยใหม่ และที่ศาลาการเปรียญ เรือนไม้ชั้นเดียว ด้านหลังพระอุโบสถเป็นพิพิธภัณฑ์สถาน เขลางค์นครแสดงโบราณวัตถุที่ชาวบ้านนำมาถวาย เมื่อปี พ.ศ.2526 ชาวบ้านได้ขุดพบ พระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์หนัก 100 บาทสลึง มามอบให้แก่ทางวัด ซึ่งพระพุทธรูปองค์นี้ชื่อว่า พระแสนแช่ทองคำ เป็นพระพุทธรูป ปางมารวิชัย ศิลปะสมัยล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 ขนาดหน้าตักกว้าง 9 นิ้วครึ่ง สูง 15 นิ้ว เป็นพระพุทธรูป ทองคำองค์แรกที่ขึ้นทะเบียนเป็น โบราณวัตถุแห่งชาติ


เขื่อนกิ่วลม


        
 อยู่ห่างจากตัวเมืองไป 38 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายลำปาง -งาว โดยแยกซ้ายตรงหลัก กิโลเมตรที่ 623-624 เข้าไปอีก 14 กิโลเมตร

     เขื่อนกิ่วลมอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทแต่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมชลประทาน
บริเวณเหนือเขื่อนเป็นอ่างเก็บน้ำเหมาะแก่การล่องเรือหรือแพ เพราะมีทัศนียภาพสวยงาม การล่องแพ ใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวันมีสถานที่น่าสนใจ เช่น แหลมชาวเขื่อนเกาะวังแก้ว ผางาม ผาเกี๋ยง ถ้ำสมบัติ ทะเลสาบกิ่วลม หมู่บ้านสา ฯลฯ 
สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปหากต้องการล่องแพ หรือค้างคืนบนที่พัก สามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ
1. ล่องแพวังแก้ว/เกาะวังแก้วรีสอร์ท หรือพักค้างคืนบนเกาะวังแก้วรีสอร์ท ซึ่ง เป็นแพติดเครื่องยนต์จัดแพกเกจ ล่องแพ-บ้านพัก-อาหาร ตั้งแต่ 6 ท่านขึ้นไป หรือค้างคืนที่เกาะวังแก้วรีสอร์ท เป็นบ้านพัก ตากอากาศ บนเกาะกลางน้ำ บ้านพักจำนวน  10 หลัง , 20 ห้อง  (พักได้ 60-70 ท่าน) ราคา 500-2,500 บาท
สำนักงานจอง  91 ตรอกโรงไฟฟ้าเก่า ถ.มนตรี ต.สบตุ๋ย อ.เมือง ลำปาง 52100
โทร. 0 5422 3733, 08 9854 1293   Fax. 0 5422 8212 

สามารถดูเว็บไซต์   http://www.wangkaewresort.com/
 
สำนักงานลำปาง : 91 ตรอกโรงไฟฟ้าเก่า  ถ.มนตรี ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง 52100
โทร. 0 5422 3733, 08 9854 1293   Fax. 0 5422 8212
สำนักงานกรุงเทพฯ : 58/1 ถ.ฉลองกรุง  แขวงลำผักชี  เขตหนองจอก  กรุงเทพฯ 10530
โทร.0 2988 4564
หรือ เกาะวังแก้ว รีสอร์ท 08 9854 1293, 08 1289 9898, 0 5432 5645, 08 1998 3085



2. ล่องแพชาวเขื่อน-กิ่วลมรีสอร์ท ซึ่ง มีที่พักเป็นบังกะโล (พักได้ 40-50 คน) จัดแพคเกจ ล่องแพ, ที่พัก, อาหาร, shop drink ราคา 450/คน/วัน (ไป-กลับ) และ  800/คน (1 คืน 2 วัน)
ที่อยู่  เขื่อนกิ่วลม อ.เมือง ลำปาง
โทร.   054-334393, 089-2636897 (คุณชัยชาญ)
สามารถดูเว็บไซต์  http://www.paechaokhuen.tht.in/
 




สำนักปฏิบัติธรรมหลวงพ่อเกษม เขมโก
        
ตั้งอยู่ชานเมืองลำปาง ประมาณ 4 กิโลเมตร ตามถนนสายลำปาง-แจ้ห่ม ภายในบริเวณ มีรูปปั้นขนาดใหญ่ของหลวงพ่อเกษมเขมโก พระเกจิอาจารย์อันเป็นที่เคารพนับถือของบรรดา พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ยืนเด่นอยู่ ด้านหน้า หลังูรูปปั้นมีมณฑปลักษณะเป็นอาคารทรงไทย ประยุกต์ มีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อเกษม และห้องด้านซ้ายเป็นที่ตั้งโลงแก้วกระจกใสบรรจุศพ

     ถึงแม้ว่าหลวงพ่อเกษม เขมโก จะมรณภาพไปนานแล้ว แต่ก็ยังมีพุทธศาสนิกชนผู้เลื่อมใส ศรัทธายังคงเดินทางไปนมัสการอยู่เสมอ มิได้ขาด

ชมเมืองบนรถม้า


         
นับเป็นเวลาย้อนหลังไปช่วง 80 ปีที่แล้ว สมัยของเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิตซึ่งตรงกับสมัยรัชกาล ที่ 5 การคมนาคมขนส่งทางรถยนต์ยังพัฒนาไม่ถึงนครลำปาง รถม้าเป็นพาหนะชนิดเดียว ที่ได้รับความ นิยมในการเดินทางสูงสุดและสามารถใช้บรรทุกของหรือสินค้า

    รถม้าคันแรกได้ถูกซื้อมาจากกรุงเทพฯ ขณะนั้นทางกรุงเทพฯ มีรถยนต์ใช้มากขึ้น บทบาทของรถม้าลากในกรุงเทพฯ จึงลดลงรถม้าจึงได้ถูกนำมาใช้ที่นครลำปาง และยังได้กระจายไปสู่เมืองหลักของภาคต่างๆ ได้แก่ นครราชสีมาของอีสาน นครศรีธรรมราชของภาคใต้ นครเชียงใหม่ เมืองเชียงราย เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองแม่ฮ่องสอน ของทางภาคเหนือแต่ด้วยเหตุใดไม่ปรากฏผู้ประกอบการรถม้าในเมืองดังกล่าวจึง เลิกกิจการไป คงเหลือแต่เฉพาะจังหวัดลำปางแห่งเดียว ที่ยังคงใช้รถม้าอยู่ตราบ จนกระทั่งวันนี้

    ทุก วันนี้มีรถม้าเหลืออยู่ไว้เพื่อการบริการนักท่องเที่ยวทางจังหวัดได้จัดเส้น ทางสำหรับรถม้า โดย เฉพาะเลาะเลียบแม่น้ำวังโดยสมาคมรถม้าลำปางกำหนดค่าโดยสารแน่นอนไว้ 3 อัตรา คือ รอบเมือง เล็ก 150 บาท (25-30 นาที) รอบเมืองกลาง 200-300 บาท (45 นาที-1 ชั่วโมง) รอบเมืองใหญ่ 500 บาท (1.30 - 2 ชั่วโมง) หรือเช่าชั่วโมงละ 300 บาท คิวจอดรถม้าอยู่ที่หน้า ศาลากลางหลังเก่า บริการระหว่างเวลา 05.00-20.00 น. ส่วนบริเวณหน้าโรงแรมทิพย์ช้างลำปาง โรงแรมเวียงลคอร และโรงแรมลำปางเวียงทอง บริการระหว่างเวลา 05.00-21.00 น.

เส้นทางรอบเมืองเล็ก
         
ขึ้น ที่ศาลากลางเก่ารถจะเลี้ยวซ้ายตรงสามแยกเข้าถนนทิพย์ช้าง สองฟากถนนมีร้านค้า ที่เป็นตึก แถวเก่าๆ ให้ชมก่อนจะเลี้ยวซ้ายที่สามแยกการไฟฟ้าฯจะเห็นแม่น้ำวังไหลขนาน ไปกับถนนทาง ด้านขวาผ่านห้าแยกหอนาฬิกา ซึ่งเปรียบเสมือนจุดศูนย์กลางของเมือง นักท่องเที่ยว มักถ่ายภาพ คู่กับรถม้าเป็นที่ระลึกกันที่จุดนี้ จากนั้นรถม้าจะพาเข้าถนนบุญวาทย์ อันเป็นย่านใจกลางธุรกิจการค้า ตึกแถวสองฟากเป็นสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ และมาสิ้นสุดตรงจุดเดิม ใช้เวลา ประมาณ 25 - 40 นาที

เส้นทางรอบเมืองใหญ่


    ขึ้นที่ศาลากลางเก่าเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางรถม้ารอบเมืองเล็กไปจนถึง สามแยกการ ไฟฟ้าฯ แต่ไม่เลี้ยวซ้ายไปหอนาฬิกาจะตรงไปตามถนนวังขวาเลียบแม่น้ำวัง ผ่านบ้านไม้เก่า ชื่อบ้านบะเก่า ทางด้านซ้ายมือ ผ่านสวนธารณะเขลางค์นคร เลี้ยวซ้ายข้างสวนมาผ่านย่านตลาด อัศวิน ซึ่งเป็นแหล่ง บันเทิงยามค่ำคืนที่คึกคักบนถนนท่าคร่าวน้อยผ่านห้าแยกหอนาฬิกา เข้าถนน บุญวาทย์ และถ้าใช้เวลานาน จะไปที่หลวงพ่อเกษมและวัดเจดีย์ซาว สิ้นสุดทางที่จุดเดิมใช้เวลาประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง

ติดต่อได้ตามที่อยู่ เลขที่ 112/1 ถนนป่าไม้ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมืองลำปาง
โทร. 0 5421 9255, 0 5422 4166, 0 5422 5555 หรือ 08 1881 2847








วัดศรีชุม


    เป็นวัดพม่าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาวัดพม่าที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด 31 วัด สร้างในปี พ.ศ. 2433 โดยคหบดีพม่าชื่อ อูโย ซึ่งติดตามชาวอังกฤษเข้ามาทำงานป่าไม้ในประเทศไทย เมื่อตนเองมีฐานะดีขึ้น จึงต้องการทำบุญโดยสร้างวัดศรีชุมขึ้นในเขตตำบลสวนดอก
     จุดเด่นของวัดนี้เดิมอยู่ที่พระวิหาร ซึ่งเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ที่มีศิลปะการตกแต่ง แบบล้านนาและพม่า หลังคาเครื่องไม้ยอดแหลมแกะสลักเป็นลวดลายสวยงามมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าได้เกิดเหตุเพลิงไหม้พระวิหารทั้งหลัง เมื่อตอนเช้าตรู่ของวันที่ 16 มกราคม 2535 คงเหลือเพียงไม้แกะสลักตรงซุ้มประตูทางขึ้นวิหารเท่านั้น เป็นลวดลายพรรณพฤกษา ฉลุโปร่ง      ปัจจุบันวัดได้รับการบูรณะขึ้นใหม่และยังมีชิ้นส่วนเครื่องประดับอาคาร ที่ถูกไฟไหม้ ไปจัดแสดงไว้ ้ด้านหลังวิหาร วัดศรีชุมได้รับการจดทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. 2524 การเดินทาง
       
วัดศรีชุมตั้ง อยู่ที่ ถนนศรีชุม-แม่วะ ตำบลศรีชุม จากถนนพหลโยธินเมื่อถึงโรงเรียนบุญวาทย์ วิทยาลัยแล้ว เลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกเข้าถนนศรีชุมไปประมาณ 100 เมตร จะพบทางเข้าวัด อยู่ทางด้านขวามือ


วัดศรีรองเมือง

    วัดศรีรองเมือง เป็นวัดพม่าที่มีรูปแบบทางสถาปัตย์กรรม และงานศิลปะต่างๆ แตกต่าง จากวัดทั่ว ๆ ไป วัดนี้กำเนิดในดินแดนที่เมื่อก่อนเต็มไปด้วยป่าสัก และเป็นไม้สักที่ขึ้น ตามธรรมชาติ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบันมีอายุราว 103 ปี สร้างโดยช่างฝีมือจาก พม่าล้วนๆ ซึ่งบางส่วนของจั่วหลังคาได้ถอดแบบมาจากปราสาท เมืองมัณฑเลย์ ประเทศพม่า ก่อสร้างด้วยไม้แบบยกพื้น เรียกว่า วิหารไม ้ มีหลังคาจั่วซ้อนกัน เป็นชั้น ๆ แบบพม่า ประดับด้วยลวดลายโลหะฉลุเป็นเชิงชายเพดาน เสาไม้ในวิหารประดับเป็นลวดลายแกะสลัก ลงรักปิดทอง และติดกระจกสี ซึ่งทำให้ดูเป็นแสงแวววับ ภายในวิหารมีพระพุทธรูปไม้สักองค์ใหญ่ แบบศิลปะพม่า ชื่อว่า พระพุทธรูปบัวเข็ม แกะ สลักจากไม้สักขนาดใหญ่ที่ไหลมาตามแม่น้ำวัง และมาติดอยู่ท่าน้ำด้านหลังวัด จึงนำขึ้นมาเก็บรักษาไว้ที่วัด เมื่อข่าวกระจายออกไป ชาวบ้านก็แห่กันมา กราบใหว้บูชา สะดุดตาต่อผู้พบเห็น
    จุดเด่นภายในวิหารวัดศรีรองเมือง ได้แก่ลวดลายต่างๆที่ประดับไปด้วยกระจกสี ซึ่งตอนที่สร้างเสร็จใหม่ๆ จะเห็นประกายแวววับได้ชัดเจนกว่านี้มาก นอกจากนี้เสารูปทรงกลม และเพดานมีการสลักลายเป็นรูปต่าง ๆ อย่างสวยงาม เป็นงานศิลปกรรมแบบพม่าแท้ ๆ ทั้ง วิหารไม้ หลังคาจั่วมีลายฉลุ การแกะสลักพระพุทธรูปไม้ และลวดลายต่างๆภายในวัด มีความวิจิตร เป็นอันมาก

การเดินทาง
     ตั้งหลักที่ห้าแยกหอนาฬิกาแล้วขับรถไปตามเส้นทางที่ออกไปท่าคราวน้อย ต.สบตุ๋ย ในทิศทางเดียวกับไปตลาดอัศวิน ประมาณ 2 กิโลเมตรก็ถึงวัด สังเกตฝั่งตรงข้าม จะเป็นวิทยาลัยเทคนิคลำปาง



วัดปงสนุก
      " วัดปงสนุก" แห่งเขลางค์นคร ธรรมสถานหนึ่งเดียวของไทย ที่พึ่งได้รับรางวัล “Award of Merit” จาก UNESCO ในปี 2008 เผยเส้นทางการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม-สถาปัตยกรรมเก่าแก่ ที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศ จากชุมชน-รัฐ

    วัดปงสนุก มีชื่อเรียกอยู่หลายชื่อ ได้แก่ วัดศรีจอมไคล วัดเชียงภูมิ วัดพะเยา ตามลำดับ ส่วนคำว่า "วัดปงสนุก" นั้นใช้เมื่อยุค เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง ที่มีการกวาดต้อนผู้คน จากเชียงแสน สันนิษฐานว่า เป็นกลุ่มคนจากบ้านปงสนุกที่เชียงแสน (ปัจจุบันยังปรากฏ หลักฐานวัดปงสนุกอยู่ที่ริมแม่น้ำโขง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย)

   วัดปงสนุกได้รับการสันนิษฐานว่า เคยเป็นศูนย์กลางเมืองนคร (หรือเวียงละกอน) สมัยล้านนารุ่งเรือง และมีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ เช่น การดำน้ำชิงเมือง ระหว่างเจ้าฟ้าชายแก้ว และท้าวลิ้นก่าน และในยุครัตนโกสินทร์ที่แห่งนี้ ยังเคยเป็นที่ตั้งของ เสาหลักเมืองหลักแรกของเมืองนครลำปาง ก่อนจะทำการย้ายไปรวมกับเสาหลักเมือง หลักอื่นที่ ศาลหลักเมืองในปัจจุบัน

    วัดปงสนุกเป็นแหล่งรวมของสิ่งสำคัญหลายอย่างที่ทรงคุณค่าทางด้านศิลป วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม มากมาย อาทิ พระพุทธรูปไม้ เสาหงส์ ซุ้มประตูโขง ภาพพระบฎ เขียนเรื่องพระเวสสันดรบนผ้าและกระดาษสา หีบธรรมโบราณ และธงช้างเผือกขนาดใหญ่ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งทางวัดได้นำมารวมไว้เป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปสถาปัตยกรรมที่สำคัญ อันปรากฏอยู่ที่วัดนี้ได้แก่ พระธาตุศรีจอมไคล และวิหารพระเจ้าพันองค์ ซึ่งในอาคารหลัง จะได้รับการบูรณะอย่างถูกหลักวิชาการ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านปงสนุก
       












วัดม่อนปู่ยักษ์
   วัดม่อนปู่ยักษ์ (ม่อนสัณฐาน) ตั้งอยู่บริเวณทิศ ตะวันออกเฉียงใต้ ของตัวเมืองลำปาง ปัจจุบันซึ่งอยู่ทาง ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำวัง พื้นที่ตั้งวัด อยู่บนเนินเขาขนานเล็ก ๆ ไม่สูงนัก ตั้งอยู่เลขที่ 15 ถ.วัดม่อนจำศีล ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง มีเนื้อที่ 15 ไร่ 2 งาน 8 ตารางวา โฉนดเลขที่ 16196 สังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย เป็นวัดที่มีรูปแบบศิลปะพม่า เช่นเดียวกับวัดพม่าทั่วไปในล้านนา มีการบูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมา อาคารหลักมี 3 หลัง คือ กุฏิไม้ศิลปะพม่า วิหาร , อุโบสถ ก่ออิฐถือปูน

    วัดม่อนปู่ยักษ์ ซึ่งน่าจะมีอายุราวกลาง พุทธศตวรรษที่ 24 ในช่วงปี พ.ศ.2425 ถึงสมัยราชกาลที่ 6 ในตำนานกล่าวไว้ว่า ในสมัยพุทธกาลเมื่อครั้งองค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จออกไปโปรดสัตว์ พร้อมด้วยพระอรหันต์เผยแผ่พระพุทธศาสนา มาทางทิศบูรพานั้น ครั้งผ่านมาทางแว่นแคว้นแห่งหนึ่ง ก็ปรากฏมียักษ์อยู่ตนหนึ่ง ขัดขวางการเผยแพร่พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า และได้ขับไล่พระองค์ผ่านมาทางป่าบ้านพระบาท จนถึงบริเวณป่าม่อนจำศีล ก็มาทันกันที่ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่บนวัดม่อนจำศีล ท่ามกลางพระอรหันต์ ทรงเห็นว่า ยักษ์ตนนั้นน่าจะหยุดทำเช่นนั้นเสียที จึงให้ยักษ์ ตนนั้นเข้าเฝ้าและฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เกิดอัศจรรย์ใจตนเอง จึงก้มลงกราบแทบพระบาท ด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า จึงขอบำเพ็ญศีลภาวนาที่ม่อนจำศีล ครั้นเวลาล่วงเลยไปไม่นาน ยักษ์ตนนั้นตายลงและได้มาตายที่ม่อนปู่ยักษ์ อันอยู่ไม่ไกลจากม่อนจำศีลมากนัก ในการต่อมาได้มีผู้พบรอยพระพุทธบาท และรอยเท้ายักษ์บริเวณวัดพระบาท ชาวบ้านช่วยกันสร้างวัดขึ้น โดยสร้างวัดคร่อมรอยพระพุทธบาทเพื่อให้ยกสูงขึ้น เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป
     กองพุทธสถานกรมการศาสนาทำหนังสือ “ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักรเล่ม 8” พ.ศ. 2525 บันทึกว่าวัดม่อนปู่ยักษ์ ได้ก่อสร้างเมื่อวันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ.2442 โดย พ่อเฒ่านันตาน้อย พ่อเฒ่านันตาไก่ พร้อมพี่น้องอีก 3 คน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2442 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 14.82 เมตร ยาว 14.82 เมตร อาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ แบบอิทธิพลศิลปะตะวันตก ศาลาการเปรียญและกุฏิไม้โบราณศิลปะพม่า ฝาผนังและเสาไม้สัก ประดับลวดลายลงรักปิดทอง เพดานติดกระจกและมีเจดีย์ฝีมือช่างพม่า พระประทานลงปิดทอง

    หลักฐานอ้างอิงอีกประการหนึ่งคือ ในปี พ.ศ.2444 หรือ ค.ศ.1901 เป็นการศึกษาจาก หลักศิลาจารึก เป็นภาษาไทใหญ่คือ วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดย นายจองนันตาแกง มาจากรัฐฉาน ในประเทศพม่า เป็นผู้สร้างวัดสำเร็จเสร็จสิ้นครบรอบ 30 ปี ที่จองนันตาแกง จากบ้านมา ไม่มีใครรำลึกถึงท่านผู้นี้ และไม่มีใครรู้จักเลย ชื่อของผู้อื่นจึงได้รับการบันทึกในหนังสือของทางราชการ ที่ใช้เป็นหนังสืออ้างอิงต่อมา






ภาพและข้อมูล :
กลุ่มอนุรักษ์สถาปัตยกรรม กรมศิลปากร และกลุ่มชุมชนบ้านป่าขาม 2












อำเภอเกาะคา
                       














วัดพระธาตุลำปางหลวง


     เป็น วัดคู่บ้านคู่เมืองลำปางมาแต่โบราณ ตามตำนานกล่าวว่ามีมาตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 ตอนปลาย มีความสวยงามและอลังการด้วยศิลปะสถาปัตยกรรม ที่สร้างขึ้น ในแนวกำแพงใหญ่ที่ทอดยาวกั้นทุกอย่าง ไว้ในบริเวณวัด  ส่วนบันไดด้านหน้าเป็นนาค สองชั้น หัวนาคชั้นแรกเป็นมังกรคล้ายนาค ตามคตินิยม ทางเหนือ ชั้นที่สองเป็นหัวนาคหัวเดียว เดินขึ้นไปตามบันไดนาคจนถึงประตูซุ้มโค้งหรือประตูโขง ที่ส่วนบนมีลายปูนปั้นเป็นกรองวิมาน มีนาคและหงส์ตามชั้นต่าง ๆ จนถึงยอดดูสวยงามยิ่ง ข้างบน ด้านหน้าจะเป็นพระวิหารหลวง เป็นวิหาร เปิดโล่งขนาดใหญ่ เป็นวัดไม้ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของไทย งดงามด้วยสถาปัตยกรรม เก่าแก่ มากมายได้แก่พระธาตุลำปางหลวง, วิหารหลวง, วิหารพระพุทธ, ซุ้มพระบาท, กุฏิพระแก้ว, วิหารพระเจ้าศิลา และพิพิธภัณฑ์ ภายในบริเวณวัด
พระเจ้าล้านทอง   อยู่ ในวิหารหลวง มีกู่สีทองซึ่งบรรจุพระเจ้าล้านทอง เป็นประธานของพระวิหาร หลังพระวิหารหลวง เป็นเจดีย์ประธานทรงกลมแบบลานนาไทย บนฐานสูงมีกำแพงแก้ว ลูกกรง สำริดยอดดอกบัวล้อมเป็นรูปจัตุรัส ส่วนองค์เจดีย์นั้นบุด้วยแผ่นทองแดงปิดทอง ทางเหนือ เรียกว่า ทองจังโก ตามแผ่นโลหะเหล่่านี้มีลายสลักคนเป็นลวดลายแบบต่าง ๆ เกือบไม่เหมือน กันสักแผ่น เดียว ท่านใดที่มีราศีเกิดกับปีฉลู (ปีวัว) อย่าลืมนำวัวมานมัสการพระธาตุเพื่อ สะเดาะเคราะห์ และขอโชคลาภ
วิหารพระพุทธ ม่ป รากฏว่าสร้างเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้างแต่ประมาณอายุไม่ต่ำกว่า 700 ปี เดิมเป็นวิหารเปิดโล่งหน้าบันไดเป็นลายดอกไม้ติดกระจกสี ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป ปางมาร วิชัยขนาดใหญ่เต็มอาคาร ก่ออิฐถือปูน ศิลปะเชียงแสนและยังปรากกเงาพระธาตุในวิหารอีกด้วย เมื่อหันหน้าเข้าวิหารหลวง ด้านขวามือ คือ วิหารน้ำแต้ม หรือวิหารภาพเขียนสี ("แต้ม" แปลว่า ภาพเขียน) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2044 เป็นวิหารเปิดโล่งที่เก่าแก่ที่สุดอีกหนึ่งทางภาคเหนือภายใน เป็้นรูปแบบของถาปัตยกรรมไทยที่งดงาม ไม่มีฝ้าเพดานกำแพงด้านพระประธานเขียนภาพลาย ทองบนพื้นรักแดง มีภาพจิตรกรรมศิลปะล้านนาบนแผงไม้คอสอง ที่กล่าวกันว่าเก่าแก่ที่สุดและ หลงเหลือเพียง แห่งเดียว ในเมืองไทย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21ลงมา แต่ปัจจุบันภาพเขียน ลบเลือนไปมากและประดิษฐาน พระพุทธรูปสัมริดปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 1.25 เมตร สูง 1.25 เมตร
ซุ้มพระบาท ร้าง ครอบพระพุทธบาทไว้ ฐานก่อขึ้นเป็นชั้นคล้ายฐานเจดีย์ สร้างเมื่อ พ.ศ.1992 ภายในมองเห็นแสงหักเหปรากฏเป็นเงาพระธาตุและพระวิหารในด้านมุมกลับ แต่มีข้อห้ามไม่ให้
ผู้หญิงขึ้น
กุฏิพระแก้ว ป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างเมื่อใด แต่ประมาณอายุไม่ต่ำกว่า 400 ปีมาแล้ว
วิหารพระเจ้าศิลา เปนที่ประดิษฐานพระเจ้าศิลาซึ่งเป้นพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงละโว
เมื่อ พ.ศ.1275 พระบิดาของพระนางจามเทวีมอบให้ประดิษฐานไว้ ณ ที่นี่
พิพิธภัณฑ์ วบรวมศิลปวัตถุจากที่ต่างๆ ที่หาชมได้ยาก เช่น สังเค็ต ธรรมาสน์ คานหาบ
ตู้พระไตรปิฎก เป็นต้น นอกจากนี้วัดพระธาตุลำปางหลวงยังเป้นที่ประดิษฐาน พระแก้วดอนเต้า
(พระแก้วมรกต) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลำปาง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะล้านนา สลักด้วยหยกสีเขียว ทุกปีจะมีงานนมัสการพระแก้วดอนเต้าในวันเพ็ญเดือน 12 นักท่องเที่ยว สามารถเข้าชมวัดพระธาตุลำปางหลวงได้ระหว่างเวลา 07.30-17.00 น.
การเดินทาง
      การเดินทาง วัดพระธาตุลำปางหลวงตั้งอยู่ที่ ตำบลลำปางหลวง ห่างจากตังเมืองลำปาง
ประมาณ 18 กิโเมตร ตามทางหลวงสายลำปาง-เถิน ถึงหลักกิโลเมตรที่ 586 เลี้ยว เข้าไปจนถึง ที่ว่าการอำเภอเกาะคา จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าไปอีก 2 กิโลเมตร ถึงทางแยก
เข้าอีก 1 กิโลเมตร หากเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางสามารถใช้บริการรถโดยสาร
ถนนรอบเวียงใกล้ตลาดออมสิน

วัดพระธาตุจอมปิง


  
อยู่ที่ อำเภอเกาะคา ตำบลนาแก้ว อยู่ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 32 กิโลเมตร ความอัศจรรย์ที่เกิดกับวัดนี้ คือ การเกิดเงาสะท้อนของพระธาตุบนกระดานผ้าขาว ที่ปรากฏในพระ วิหารตลอดเวลาที่มีแสงสว่าง และยังมีการขุดพบโบราณวัตถุคล้ายจากแหล่ง บ้านเชียง ซึ่งกรมศิลปากรมีโครงการที่จะสำรวจต่อไป เช่น ลูกปัดที่สวยงาม หม้อลายขูดมีด และ
เครื่องใช้สัมฤทธิ์


วัดเสลารัตนปัพพตาราม (วัดไหล่หิน)


    วัด ไหล่หินหรือวัดไหล่หินแก้วช้างยืน มีวิหารเก่าแก่ฝีมือช่างเชียงตุง สร้างแบบศิลปะล้านนา ไทย ประดับลวดลายงดงามทั้งหลัง โดยเฉพาะส่วนหน้าบันและซุุ้้มประตู มีการก่ออิฐถือปูน ประดับรูปปั้น สัตว์ศิลปะล้านนา ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวัดมีพิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน ซึ่งเป็นที่เก็บหอพระแก้ว ซุ้มพระพิมพ์ อาวุธโบราณ ที่โรงธรรมมีใบลาน เก่าแก่ของล้านนาไทย ซึ่งพระมหาเกสระปัญโญจารไว้เมื่อ 300 ปีที่แล้ว และวัดแห่งนี้ยังเป็น สถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง พระสุริโยไทอีกด้วย












อำเภองาว


อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท

        
  มี เนื้อที่ประมาณ 758,750 ไร่ ลักษณะเป็นภูเขาสลับซับซ้อนปกคลุมด้วยผืนป่าสงวนแห่งชาติ 9 แห่งในอำเภอต่างๆ จุดสูงสุดอยู่ที่ ดอยแม่ขวัญซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,253 เมตร พื้นที่อุทยานแห่งชาตินี้ยังเป็นทางน้ำไหลลงทางด้านตะวันตกไหลลงสู่แม่น้ำยม ที่ทาง
ตอนเหนือของอำเภอสองจังหวัดแพร่

    อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไทเป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีบันได 283 ขั้นก่อนเข้าถ้ำ มีอุณหภูมิเฉลี่ย ประมาณ26 องศาเซลเซียส
อากาศ เย็นที่สุดอยู่ในเดือนมกราคมฝน จะตกหนักในเดือนพฤษภาคม - ตุลาคม พบนกจำนวนมากกว่า 50 ชนิด เช่น นกปีกลายสก๊อต นกเขาเขียว นกเขาเปล้าธรรมดา นกเขาเปล้าหางเข็มทางภาคเหนือ เหยี่ยวขาว ฯลฯ มีแมลงหลากชนิด เช่น ผีเสื้อกลางวัน ด้วงหนวดยาว กว่างดาว ด้วงดิน เป็นต้น  แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอุทยานฯ ถ้ำผาไท สันนิษฐานว่าถูกค้นพบโดยพรานป่าล่าสัตว์ หรือจากการสำรวจเส้นทางหลวงแผ่นดิน ภายในถ้ำ เป็นโถงขนาดใหญ่ที่เกิดจากภูเขาหินปูน อายุไม่น้อยกว่าเก้าล้านปียาวลึกจากปากถ้ำ เข้าไป ประมาณ 1,150 เมตร ตลอดเส้นทางอุทยานฯ ได้ติดตั้งไฟให้สว่างเพื่อสะดวกสำหรับเดินชม หินงอกหินย้อยที่มีอยู่มากมายในถ้ำ และมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ภายในถ้ำ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เคยเสด็จประพาสเมื่อ พ.ศ. 2469 ดังปรากฏหลักฐานพระปรมาภิไธย
ย่อปปร.ภายในถ้ำค้างคาวจำนวนมากได้อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงมีถ้ำโจรและถ้ำเสือที่มีประวัติ
เก่าแก่สามารถเดินถึงได้จากถ้ำผาไท


การเดินทาง   ถ้ำ ผาไทตั้งอยู่บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 เป็นเส้นทางจากตัวลำปาง-เชียงราย อยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 665 ห่างจากตัวจังหวัดลำปางมาทางจังหวัดพะเยา ประมาณ 65 กิโลเมตร หรือจะเดินทางโดยใช้เส้นทางสาย แพร่-งาว-เชียงราย ก่อนถึงอำเภองาว แยกซ้ายเข้าสู่จังหวัดลำปางประมาณ 15 กิโลเมตรถึงที่ทำการอุทยานฯ

ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก
      อุทยานฯ มีพื้นที่กางเต็นท์และบ้านพักรับรอง 2 หลัง สำหรับนักท่องเที่ยวประมาณ 25 คน แต่ไม่มีร้านอาหารบริการนักท่องเที่ยว ต้องเตรียมอาหาร และเครื่องนอนไปเอง ติดต่อได้ที่ หมู่ 3  ต.บ้านหวด  อ.งาว จ.ลำปาง  52110
โทร.08 3203 7330 , 08 6914 798





ถ้ำโจร     เป็น ถ้ำขนาดเล็กมี 3  ห้อง งดงามด้วยม่านหินย้อยในแต่ละโถงถ้ำเล่ากันว่าอดีตเคยเป็นที่อาศัยของโจรมา ก่อน ภาพเขียน ประวัติศาสตร์บ้านห้วยหก เป็นภาพเขียนสีแดงของกลุ่มคนเดินเรียงแถว มีอายุประมาณ 2,000 - 3,000 ปี เป็นยุคสังคมเร่ร่อน และลักษณะของภาพเขียนดังกล่าวไม่ค่อยได้พบเห็นมากนักในประเทศไทย สามารถเดินเท้าจากหมู่บ้านห้วยหก ระยะทางประมาณ
3.5 กิโลเมตร


น้ำตกแม่เก้
      อยู่ ห่างจากบ้านแม่เก้ อำเภองาว ประมาณ 18 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่เกิดจากลำห้วยแม่เก้ถาโถม จากผาหิน เกิดเป็นชั้นน้ำตกที่งดงามท่ามกลางไม้ใหญ่ร่มรื่น


ภาพเขียนสีโบราณประตูผา

        ระยะทาง 48 กิโลเมตร จากลำปาง บนถนนไฮเวย์ลำปาง-เชียงราย เป็นที่ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาและ หน้าผาสูงชัน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "ประตูผา" เส้นทางสัญจร แต่โบราณไปมาสู่ล้านนาตะวันออก และยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทั้งในสงครามยุคโบราณกับพม่า และในสงครามโลก บนหน้าผาและบริเวณใกล้เคียงมีการค้นพบ ภาพเขียนสีและแหล่ง ฝังศพของคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุประมาณกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ขณะนี้ทางภาครัฐ ท้องถิ่นและเอกชน ในจังหวัด กำลังร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและศึกษาด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดี

















อำเภอแจ้ห่ม


วัดอักโขชัยศิริ
      

      ตั้งอยู่บนเนินเขาริมถนนสายลำปาง-แจ้ห่ม บริเวณกิโลเมตรที่ 50-51 ด้านซ้ายมือ มีทางขึ้น 2 ทางคือทางเดินขึ้นบันได ด้านหน้าหรือขับรถขึ้นทางถนนด้านหลังโบสถ์และเจดีย์เป็นแบบล้านนาอยู่ใกล้ เคียงกันวัดนี้มีปรากฏ การเงาสะท้อนพระเจดีย์ เป็นภาพสี เช่นเดียวกับวัดพระธาตุจอมปิงเงาพระเจดีย์จะปรากฏอยู่ตรงที่เดิมไม่เคลื่อน ย้ายตลอดทั้งวันตราบเท่าที่ยังมี แสงสว่าง
      นอก จากนี้ภายในโบสถ์ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่เรียกว่า พระศากยมุณีคีรีอักโข ซึ่งมีความสูง 5 วา 2 ศอก เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ เป็นที่นับถือของชาวแจ้ห่มมาก โบสถ์เปิดเวลา 07.00-17.00 น. หากใครสนใจ งานศิลปะท้องถิ่น มีสัตตภัณฑ์ไม้ไผ่พุทธศตวรรษที่ 25 สำหรับจุดเทียนบูชาพระประธานและธรรมมาสน์ไม้ไผ่ศิลปะ ล้านนาซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังโบสถ์
           
อนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาคำลือ
   เป็นที่ประดิษฐสถาน อนุสาวรีย์เจ้าพ่อพญาคำลือ ซึ่งเป็นอุปราชใหญ่ได้ครองเมืองวิเชตนคร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1897 และเป็นสถานที่ สักการะกราบไหว้ของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวอื่นๆ ที่ได้มาแวะเยี่ยมเยือน อำเภอแจ้ห่ม ถ้าได้เข้ามาเมืองแจ้ห่มแล้วจะได้เข้ามาสักการะเจ้าพ่อพญาคำลือ









วัดพระบาทปู่ผาแดง

     ตั้งอยู่บริเวณหมู่ที่ 7 บ้านทุ่งทอง วัดได้ตั้งอยู่ในป่า หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ดอยปู่ยักษ์ หรือดอยพระบาทปู่ผาแดง ซึ่งสถานที่ ดังกล่าวได้มีพระพุทธบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้จารึกไว้บนแผ่นหิน ขนาดใหญ่ และบริเวณวัดแห่งนี้ ได้มีถ้ำ อยู่หลายแห่ง เช่น ถ้ำผาสวรรค์ ปล่องลมมหัศจรรย์ มีลายหินงามเตาหินปูนแบบโบราณ และบริเวณเดียวกันนั้นจะมีเมืองโบราณที่ชื่อว่าเมืองวิเชตนคร อยู่บริเวณใกล้เคียง ซึ่งปัจจุบันนี้ ทางคณะสงฆ์ และประชาชนชาวอำเภอแจ้ห่มได้ร่วมกันก่อสร้าง ปรับปรุงบริเวณใกล้เคียงเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคตอันใกล้นี้


วัดดงนั่งชัยคีรี   
ตั้ง อยู่หมู่ที่ 9 บ้านปงคอบ วัดแห่งนี้ ราษฎรได้ร่วมใจกัน พัฒนาบริเวณรอบ ๆ วัด ให้คงรักษาเป็นป่าเขียวขจี ให้ประชาชนได้พักผ่อนหย่อนใจ และได้รับรางวัลป่าเขียวขจี ในระดับจังหวัดเมื่อปี 2542









อำเภอเถิน


วัดถ้ำสุขเกษมสวรรค์          ตั้งอยู่ที่ 96 หมู่ 3 ต.แม่ถอด อ.เถิน จ.ลำปาง ปากทาง เข้าด้านหน้าของวัดจะมีรูปปนพระพุทธเจ้า และั้ีพญานาคพระนอนที่ด้านหน้าของปากทางเข้าถ้ำ บริเวณในถ้ำก็จะมีพระพุทธรูป ปางต่างๆ ข้างบนจะมองลงมาเห็นโบสถไม้สักทองทั้งหลังสวยงามมาก ข้างในมีพระประธานในโบสถ์ ทางเดินขึ้นไปสัการะรอยพระพุทธบาท นอกจากนี้บริเวณรอบ ๆ วัดถ้ำสุขเกษมยังเป็นป่าและภูเขา ซึ่งมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่หลายองค์อยู่บนหน้าผาสูงดูสง่างามมาก มีถ้ำธรรมชาติ เหมาะสำหรับ พักผ่อนหย่อนใจสำหรับผู้ที่ชอบบรรยากาศแบบธรรมชาติและผู้ที่ประสงค์จะ ปฏิบัติธรรม
    


อ่างเก็บน้ำแม่มอก
         
      ตั้งอยู่ที่ ต.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง เป็นอ่างเก็บน้ำเป็นอ่างคันดิน ความจุ 96 ล้านลูกบาศก์เมตรพื้นที่กักเก็บน้ำอยู่บริเวณหุบเขามีธรรมชาติที่สวยงาม เป็นสถานที่ท่องเที่ยว แห่งใหม่ที่มีศักยภาพดีสำหรับการพัฒนาต่อไปที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

Map

Map


อุทยานแห่งชาติแม่วะ


      ประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2543 เป็นต้นกำเนิดของน้ำตกแม่วะมีพื้นที่ 368,125 ไร่ หรือ 589 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลต่างๆ ในอ.เถิน อ.แม่พริก จ.ลำปาง อ.สามเงา อ.บ้านตาก จ.ตาก ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงติดต่อกัน โดยมีดอยตาจี่เป็นยอดเขา สูงสุด มี ความสูงประมาณ 1,027 เมตร จากระดับน้ำทะเล สภาพป่าแตกต่างกันไปตามระดับ ความสูงของพื้นที่เป็นป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าสนเขาและดิบแล้ง ลักษณะสัณฐานของ เทือกเขาในอุทยานจะเป็นที่ราบเป็นแนวไปตามสันเขา มีต้นไม้ขนาดใหญ่และพืชสมุนไพร อุดมสมบูรณ์ รวมทั้งกล้วยไม้และดอกไม้นานาชนิดที่นี่ยังมีความหลากหลายทางกายภาพ
ทั้งชนิดของดิน และสภาพป่าทำให้พืชและสัตว์ต่างๆ อาศัยอยู่หลายชนิดแต่ที่น่าสนใจ คือกิ้งก่าบิน ี่ปัจจุบันจะพบเห็นได้ยาก แต่ยังพบเห็นได้ในอุทยานแห่งชาติแม่วะในระหว่าง เดือนสิงหาคม ถึง พฤศจิกายน จะเป็นช่วงที่ป่างามมากที่สุด เต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้ป่า ยอดเขา จะมีหมอกปกคลุม น้ำตกและลำห้วยจะมีน้ำไหลแรงนักท่องเที่ยวนิยมมาผักผ่อน ในช่วงเดือนนี้ ที่พักและสิ่งอำนวย ความสะดวก มีบริการบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ไว้บริการสำหรับนักท่องเที่ยว

การเดินทาง

     จากลำปางมาตามทางหลวงหมายเลข 1 เลยอำเภอเถินมาประมาณ 17 กม. ถึงหลัก กม. ที่ 498-497 จะมีทางแยกขวามือข้างโรงเรียนแม่วะวิทยาเข้าไป 5 กม. ที่ทางแยกซ้ายมือ เป็นทางคอนกรีตไปที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่วะ ซึ่งอยู่ใกล้กับอ่างเก็บน้ำของหมู่บ้าน หากเดินทางโดยรถสารประจำทางให้ลงที่ป้อมตำรวจแม่วะ จะมีมอเตอร์ไซต์รับจ้าง เข้ามาที่ อุทยานฯ ราคาไม่เกิน 30 บาท

      สามารถติดต่อได้ที่ อุทยานแห่งชาติแม่วะ ต.แม่วะ อ.เมือง จ.ลำปาง 52230 โทร. 0 5429 2510 หรือติดต่อกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร.0 2562 0760 หรือสำรองที่พักด้วย ตนเองที่ http://dnp.go.th%20/

Image13     Image10     Image11









อำเภอแม่ทะ
  

banluk.jpg (20862 bytes)


หมู่บ้านแกะสลัก (บ้านหลุก)

     มีการแกะสลักไม้เป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีมานานและสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน เป็นการ สืบสานวิธี แกะ การใช้มีดและสิ่ว รวมถึงความเชื่อ ความคิด ที่ถ่ายทอดเป็นลวดลายต่างๆ ลงบบผืนไม้ เช่น เครื่องใช้ รูปสัตว์ต่างๆ ด้วยฝีมืออันปราณีตงดงามและรูปแบบที่ทันสมัย
      แต่ ก่อนเป็นการทำโดยใช้เวลาว่างจากการ ทำนา ปัจจุบันการแกะสลักไม้เป็นรูปสัตว์ต่างๆ นี้ ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวและได้รับสั่งจองทำออกจำหน่ายเป็นอุตสาหกรรม ภายใน หมู่บ้าน ซึ่งทำกันมากที่บ้านหลุก ตำบลนาครัว อำเภอแม่ทะ ห่างจากตัวเมืองลำปางประมาณ 30 กิโลเมตร


โบราณสถาน/โบราณวัตถุ
   
  ุ ได้แก่ พระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์ ที่ตั้ง วัดป่าตันหลวง ตำบลป่าตัน อำเภอแม่ทะ วัดปงหอศาล ที่ตั้ง ตำบลป่าตัน อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง

ภูเขาไฟผาลาด


      
    ลำปาง เป็นจังหวัดที่มีภูเขาไฟ นักท่องเที่ยวสามารถแวะเที่ยวชมได้โดยใช้เส้นทาง สายลำปาง-แม่เมาะ เมื่อถึงตำบลผาลาดจะพบถนนแยกขวาซึ่งจะมีป้ายบอกทางไปยังภูเขาไฟ บริเวณ ปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว จะเป็นเนินเขาที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่ทั่วไปจึงทำให้มองปล่อง ไม่เห็นชัดเจนนัก นอกจากจะสังเกตจากทางอากาศโดยเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์ จึงจะเห็นชัด หลักฐานที่แสดงว่า บริเวณนี้เป็นภูเขาไฟ ก้อนหินลาวา หินทำครก ดินขาว และก้อนหินที่พบทั่วไปในบริเวรนั้น เป็นหินชนิดเดียวกับที่สามารถพบได้ในเขตที่มีภูเขาไฟ แหล่งอื่นๆ

ถ้ำพระสบาย

 
          นับ ว่าเป็้นถ้ำที่สวยงามแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง มีบรรยากาศทางธรรมชาติที่หาพบได้ยาก มีความชุ่มชื้นและเย็นสบาย และชมความวิจิตรพิสดารของหินงอกหินย้อย ในถ้ำที่สวยงามธรรมชาติ ถ้ำพระสบายอยู่ห่างจากตัวอำเภอแม่ทะไปประมาณ 5 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางไปยังถ้ำ พระสบาย การเดินทางสะดวกสบาย  
banluk.jpg (20862 bytes)วัดสันดอยน้อย   เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ สร้างขึ้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2478 ตั้งอยู่ที่บ้านนากว้าวกิ่ว หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านกิ่ว อำเภอแม่ทะ  จังหวัดลำปาง
banluk.jpg (20862 bytes)วัดป่าเพิ่มพูนสามัคคี   วัด นี้มีพระสถูปเจดีย์ พระอุโบสถไม้สัก แกะสลักสวยงาม สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2500 บริเวณวัดสะอาดร่มรื่น สวยงามอ ตั้งอยู่ตำบลบ้านกิ่ว อำเภอแม่ทะ  จังหวัดลำปาง





อำเภอแม่พริก


ถ้ำน้ำผ่าผางาม


           ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 2 ตำบลพระบาทวังตวง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง เป็นถ้ำธรรมชาติที่กว้างขวาง มีความยาว 302 เมตร อากาศปลอดโปร่งถ่ายเทดี มีจุดชมธรรมชาติ และหินงอก หินย้อย รูปร่างแปลกๆ สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง
   ระยะ ทางห่างจากถนนสายเอเซีย 2 ถนน 4 เลน ประมาณ 100 เมตร ขณะนี้ได้รับการปรับปรุงทางเข้าเป็นถนนคอนกรีตทางขึ้นเยี่ยมชมภายในถ้ำ มีบันไดปูนทอดยาวถึงปากถ้ำ บรรยากาศภายในตัวถ้ำสวยงามตามธรรมชาติ , อากาศเย็นสบาย โดยจะมีวัดอยู่บริเวณทาง ขึ้น มีไฟฉายให้บริการ

* หินงอกสีขาวรูปคล้ายเจ้าแม่กวนอิม ที่นักทัศนาจรชอบไปขอโชคลาค


  สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไป จังหวัดลำปาง , จังหวัดเชียงใหม่จะแวะเยี่ยมชมก็สะดวกมาก เพราะเป็นทางผ่านอยู่แล้ว


วัดพุทธบาทวัดตวง

          ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 5 ตำบลพระบาทวังตวง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง วัดพระบาทวังตวงเป็นวัดเก่าแก่มีรอยพระพุทธบาท เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอแม่พริก เป็นวัดเก่าแก่มีรอยพระพุทธบาท เป็นที่เคารพสักการะของชาวอำเภอแม่พริก มีตำนาน อันศักดิ์สิทธิ์มายาวนาน มีปูชนียสถานที่สำคัญ คือ รอยพระพุทธบาท 2 รอย ประดิษฐาน อยู่บนยอดดอยที่มีความสูงประมาณ 80 จากระดับแม่น้ำวัง ชื่อของวัด แยกตามศัพท์ได้ 2 ความหมาย คือ พระพุทธบาท หมายถึงรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าและคำว่า วังตวน หมายถึงวังน้ำวนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำวังติดกับวัดพระพุทธบาทวังตวง และอีกความหมายหนึ่ง หมายถึง รองรับสิ่งที่ไหล  เทลงมา ( เช่นภาษาถิ่นว่าเอกโอ่งมาตวงน้ำฝน) อีกอย่างหนึ่งคำว่า "ตวง" มีผู้สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า "ต๊วง" ซึ่งเป็นภาษาถิ่น แปลว่า "ดิ้น" หรือพลิกตัว(ฉะนั้นคำว่า " วังตวง" จึงมีความหมายว่าวังน้ำวนที่รองรับน้ำที่ไหลเทลงมา จากดอยพระบาทและอีกความหมายหนึ่ง หมายถึง วังน้ำวนที่มีพญานาคพลิกตัวไปมา ดังตำนานเล่าสืบต่อกันมา)

มีเทศกาล สรงน้ำในช่วงปลายเดือน เมษายน ทุกปี


น้ำตกแม่ตั๋ง

            ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 3 บ้านแม่ตั๋ง ตำบลพระบาทวังตวง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง เป็นน้ำตกที่เกิดจากการทับถมของใบไม้กลายเป้นชั้นหินเล็กๆ และมีน้ำไหลตลอดทั้งปี
ซึ่งชาวบ้านยังใช้ประโยชน์ จากน้ำตกดังกล่าวในการดำรงชีวิตประจำวัน












อำเภอวังเหนือ







น้ำตกวังแก้ว


    เป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งในอุทยานแห่งชาติดอยหลวงซึ่งได้รับการประกาศ ให้เป็นอุทยาน แห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 เม.ย. พ.ศ. 2533 ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดพะเยา เชียงราย และลำปาง รวมเนื้อที่ประมาณ 1,170 ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิปะเทศเป็นเขาสูงทอดตัว แนวเหนือ-ใต้ ดอยหลวง เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด

     น้ำตกวังแก้ว เป็นน้ำตกที่สวยงามที่สุดของจังหวัดลำปาง มีชั้นน้ำตกประมาณ 110 ชั้น แต่เป็นชั้น ใหญ่ 7-8 ชั้น น้ำตกไหลอยู่ตลอดปี เมื่อขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของน้ำตกจะพบ หมู่บ้านชาวเขาเผ่าเย้า ที่บ้านป่าคาหลวงและบ้านส้าน ซึ่งมีทางขึ้นค่อนข้างชัน ที่น้ำตก วังแก้วยังมีเส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติระยะสั้น 1.4 กิโลเมตร นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียง ยังมีน้ำตกวังทอง ซึ่งมีลักษณะคล้าย น้ำตกวังแก้ว
      ค่าธรรมเนียมเข้าชม เด็ก 10 บาท ผู้ใหญ่ 20 บาท สามารถกางเต็นท์ได้แต่ต้องเตรียม เสบียง ไปเอง

การเดินทาง ใช้ เส้นทาง สายลำปาง - แจ้ห่ม - วังเหนือ ระยะทางประมาณ 110 กิโลเมตร มีทางเข้าสู่น้ำตกทั้งสองข้างที่ว่าการอำเภอวังเหนือ จากปากทางเข้าสู่น้ำตกวังแก้ว เป็นระยะทาง ประมาณ 24 กิโลเมตร สภาพถนนเป็นทางลาดยาง ส่วนทางเข้าน้ำตก วังทองจากปากทางใหญ่ ที่เข้ามาจะถึงก่อนน้ำตกวังแก้วประมาณ 9 กิโลเมตร แต่เส้นทางที่เข้าไปค่อนข้าง ลำบากเพราะเป็น ถนน ลูกรัง หากเดินทางโดย รถประจำทาง สามารถโดยสารรถสองแถวสีฟ้าสายลำปาง-วังเหนือ มาลง ที่ว่าการอำเภอและต้อง เช่ารถต่อไปยังน้ำตก


วัดบ้านก่อ

   วัดบ้านก่อ ตั้งอยู่เลขที่ 55 หมู่ที่ 6 ตำบลวังทรายคำ อำเภอวังเหนือ เป็นศูนย์กลางในการทำ กิจกรรมทาง พุทธศาสนาของชาวบ้านก่อและบ้านต้นฮ่าง ชาวบ้านในชุมชนได้ร่วมสร้างวัดขึ้น เมื่อราวกลางพุทธศตวรรษที่ 25 พระพุทธรูปเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ก่อปูนปั้นทาสีน้ำมัน ภายนอก องค์ประธานนั่งกลาง อีกองค์หนึ่งเพื่อให้เป็นคู่กันประดิษฐานด้านขวา
   รูปแต้ม ด้วย อายุที่มากกว่า 70 ปีแล้วทำให้วัสดุโครงสร้างอาคารและรูปแต้มหลายแห่ง ได้ผุพังและทรุดโทรมลงไป อันเกิดจากสาเหตุจากธรรมชาติและแมลงรบกวน จึงเป็นที่มาของ "โครงการอนุรักษ์งานจิตรกรรมฝาผนังวัดบ้านก่อ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง" รูปแต้มในวิหาร มีอยู่ทั้งภายในและบนผนังหน้าวิหาร เป็นเรื่องราวของพุทธประวัติ ชาดกและชาดกนอกนิบาต หรือนิทานพื้นบ้านอิงชาดก (ทางวิชาการมักแปรว่าชาดก ที่ไม่ได้บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก) ตัววิหารหันไปทางทิศตะวันออก มีโถงกว้างด้านหน้าก่อนเข้าสู่ภายใน ซึ่งมีรูปแต้มสีฝุ่นเรื่อง "หงส์หิน" ในวิหารมีรูปแต้ม เรื่อง "พรหมจักร" "พระเวสสันดร" "พระเตมีย์" "พระมาลัยโปรดโลก" และ "พุทธประวัติ"
  วัดจะสามารถรวบรวมเงินทุนได้จากผู้มีจิตศรัทธาในเทศกาล ประเพณี หรือพิธีกรรมในรอบปี ปัจจุบันจึงเห็นสิ่งก่อสร้างใหม่ๆเพื่อตอบสนองต่อการใช้สอยในชีวิตประจำวัน ของพระภิกษุสามเณร หรือการทำกิจกรรมอื่นๆ ของชุมชน
วัดพระเกิด

    เมื่อดินทางถึงหลักกิโลเมตรที่ 8 ของพรช. มองไปทางทิศตะวันตกประมาณ 500 เมตร จะเห็นยอดพระเจดีย์สูงสง่างามเด่น แลระยิบระยับเป็นสีทอง อยู่ในหมู่บ้านแม่เลียบ หมูที่ 8 ตำบลทุ่งฮั้ว อำเภอวังเหนือ นับเป็นวัดโบราณและมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน ซึ่งแต่ก่อนเป็น วัดเอกและเป็นวัดประจำของชาวเมืองวัง มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพสักการะของ พุทธศาสนิกชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
     วัดพระเกิดมีโบราณสถานที่สำคัญคือ พระเจดีย์ ซึ่งมีความสูงถึง 36 เมตร ฐานกว้าง 18 เมตร ส่วนบนสุดของเจดีย์ที่ต่อจากฉัตรจะมีแม่กาทอง เด่นเป็นสง่าซึ่งนับเป็นสัญลักษณ์ของเจดีย์วัด พระเกิดที่ไม่มีที่อื่นมี บริเวณพระเจดีย์ มีขนาดกว้างมีกำแพงอยู่สองชั้น คือกำแพงชั้นใน (กำแพงแก้ว)  ส่วนกำแพงชั้นนอกทำด้วยศิลาแลง บริเวณลานพระเจดีย์ปูด้วยหินอ่อน พุทธศาสนิกชนนิยมมาปฏิบัติธรรมและเวียนเทียนในวันสำคัญทางศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันขึ้น 15 ค่ำ นอกจากนี้วัดเจดีย์วัดพระเกิด ยังเป้นเจดีย์ที่ประดับด้วยแก้วทั้งองค์ มีฉัตรข้างบน และฉัตรล่างอีก 4 ฉัตร แต่ละฉัตรจะมีกาทองอยู่ทุกฉัตร


ดอยหนอก

     ดอยหนอก ตั้งอยู่ตำบลวังทอง อำเภอวังเหนือ ถือเป็นมรดกทางธรรมชาติร่วมกันระหว่าง จังหวัดลำปางและจังหวัดพะเยา นั่นคือภูเขาที่สูงใหญ่และมีแนวทอดยาวกั้นระหว่าง 3 จังหวัด นั่นคือ เชียงราย พะเยา และ ลำปาง ที่มีชื่อว่าภูเขาผีปันน้ำ โดยมีส่วนหนึ่งของภูเขานี้ ซึ่งมีชื่อว่าดอยหนอก ซึ่งถือเป็นดอยสูงสุดบนสันดอยหลวง หากท่านที่เดินทางสายพะเยา-อำเภอวังเหนือเป็นประจำก็จะคุ้นเคยกับดอยนี้เป็น อย่างดี เพราะมีลักษณะนูนขึ้นมาคล้ายโหนกวัว มองเห็นได้ชัดเจนแต่ไกล
     บนยอดดอยหนอกจะพบกับพระธาตุเพื่อสักการะเพื่อความเป็น ศิริมงคล เมื่อขึ้นถึงยอดดอย แล้วก็คงหายเหนื่อยเพราะสามารถดูทิวทัศน์ได้ถึง 360 องศา ไม่ว่าจะมองมาทิศตะวันตก ชมพระอาทิตย์ตกดินพร้อมกับชมอำเภอวังเหนือ อำเภอเล็กๆ ที่อยู่ใต้ภูเขาแห่งนี้ หรือจะมองไป ทางทิศตะวันออกดูพระอาทตย์ขึ้น พร้อมกับดูบรรยากาศ ทางฝั่งพะเยาดูตัวเมืองพะเยา และกว๊านพะเยา สามารถดูได้ถึง 2 จังหวัดในครั้งเดียวกัน









อำเภอสบปราบ

Image3
Image3

Image3



อุทยานแห่งชาติดอยจง


    อุทยานแห่งชาติดอยจง มียอดดอยจงเป็นดอยที่สูงสุด เป็นที่ราบกว้างซึ่งมีป่าสนเขา ขึ้นกระจายเป็นกลุ่มๆ และมีหน้าผาเป็นจุดชมทิวทัศน์อยู่หลายแห่ง สามารถชมทิวทัศน์ ได้ทั้งยามดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าในยามเช้าและลับขอบฟ้าในยามเย็น นอกจากนี้บนดอยจงยังพบกล้วยไม้จำนวนมาก โดยเฉพาะฟ้ามุ่ยซึ่งมีสีงดงาม แปลกกว่าฟ้ามุ่ยในพื้นที่อื่น โดยจะออกดอกในช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม จากสันเขามองลงไปเห็นท้องนากว้างใหญ่ของอำเภอสบปราบ และอำเภอเกาะคา ทางขึ้นกับทางลงเป็นคนละเส้นทางกัน ทางลงจะผ่านสันป่าเกี๊ยะซึ่งมีต้นสนสองใบ และสนสามใบขึ้นอยู่หนาแน่น กว่าบริเวณอื่นเหมาะที่จะ ค้างแรม
    จากที่ทำการอุทยานแห่งชาติมีเส้นทางเดินขึ้นสู่ยอดดอยจงระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร สภาพทางค่อนข้างชัน ใช้เวลาเดินขึ้นราวครึ่งวัน ผู้สนใจต้องติดต่อ เจ้าหน้าที่ช่วยนำทาง
   การเดินทางขึ้นยอดดอยจง ต้อง ติดต่อเจ้าหน้าที่นำทาง เตรียมเสบียง เต็นท์ถุงนอนและสัมภาระส่วนตัวไปเอง ควรใช้เวลาเดินขึ้น 2 วัน โดยคืนแรก พักที่สันป่าเกี๊ยะ ซึ่งเป็นป่าสนสองใบและสนสามใบ รุ่งเช้าเดินขึ้นยอดดอย คืนที่สองพักแรมบนยอดดอยจง แล้วเตรียม ตัวกลับในช่วงสาย บนสันเขาปกคลุม ไปด้วยป่าก่อสลับต้นสนเป็นระยะพื้นล่างเต็มไปด้วยต้นกระเจียว ที่ออกดอกสีชมพู ในช่วงต้นฤดูฝน ดอกไม้อีกชนิดที่โดดเด่นและทางอุทยานฯ นำไปเป็นสัญลักษณ์ คือ กล้วยไม้ฟ้ามุ่ยซึ่งดอกสีสวยสดกว่าแหล่งอื่นๆ ในประเทศ

 ผากาน อยู่ ห่างจากยอดดอยจงประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นทางดิ่งลงเขาตลอด เป็นเส้นทางที่เหมาะสมสำหรับดูนกเป็นผาหินปูนแหลมคมการปีนขึ้นต้องใช้ความ ระมัดระวัง บนผามองเห็นผืนป่าและทิวเขาทอดตัวยาวทางด้านหลังมองเห็นยอด ดอยจงอยู่สูงกว่าระดับสายตา

จุดชมทิวทัศน์ป่าอาบ
บริเวณสองข้างทางถนนสายเถิน-ลี้ ช่วงหลักกิโลเมตร
ที่ 13-26

น้ำตกแม่งาช้าง เป็น น้ำตกขนาดเล็กมีน้ำเฉพาะในช่วงฤดูฝนสูงประมาณ 12 เมตร อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 2 กิโลเมตรในท้องที่ตำบลนายาง อำเภอสบปราบ

น้ำตกตาดปู่หล้า เป็นน้ำตกขนาดเล็ก 2 ชั้น มีน้ำเฉพาะในช่วงฤดูฝน อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยาน ฯ 1 กิโลเมตร ในท้องที่ตำบลนายาง อำเภอสบปราบ

 ผาช้าง อยู่ ตรงข้ามที่ทำการอุทยานฯ เป็นภูเขาลูกเล็กๆ ริมอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ยอง บนเขามองลงมาเห็นอ่างเก็บน้ำ ที่ทำการอุทยานฯ และทิวเขาสลับซับซ้อนเป็นฉากหลัง
นอกจากนี้ยังมีถ้ำและน้ำตกอื่นๆ ที่เพิ่งจะสำรวจพบแต่ยังไม่ได้พัฒนาเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ เช่น น้ำตกห้วยค่าง ผายอง ถ้ำห้วยแดง ถ้ำก้นหอย และถ้ำแม่เก่ง

การเดินทาง ี่ทำ การอุทยานฯ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ตามทางหลวงหมายเลข 1 ประมาณ 54 กิโลเมตร ถึงที่ว่าการอำเภอสบปราบ เลยไปประมาณ 500 เมตร มีทางเลี้ยวซ้ายตรงป้ายนาปราบ (หากมาจากลำปางทางเข้า จะอยู่ทางขวา ระหว่างกิโลเมตรที่ 549-550 เลี้ยวไปตามถนนคอนกรีตราว 7.5 กิโลเมตร จะมีป้ายของอุทยานฯ ให้เลี้ยวซ้ายไปอีก 6 กิโลเมตร ถนนช่วงนี้เป็น ทางลูกรังค่อนข้างสมบุกสมบัน ควรใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อหรือรถปิกอัพ สุดถนนคือที่ทำ การอุทยานฯ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ยอง
    Image3             Image3                      
ปรับปรุง 17 ต.ค.51




อำเภอห้างฉัตร











ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยและสวนป่าทุ่งเกวียน
     ตั้ง อยู่ที่บ้านทุ่งเกวียน ต.เวียงตาล อยู่ในความดูแลของฝ่ายอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือองค์การ อุตสาหกรรมป่าไม้ แต่เดิม เป็นศูนย์ฝึกลูกช้างซึ่งเป็นแห่งแรกและแห่งเดียว ในโลก โดยเริ่ม ดำเนินการ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เป็นสถานที่เลี้ยงและฝึกลูกช้างเพื่อให้เชื่อฟังคำสั่งและมีความ ชำนาญในการทำไม้ ซื่งในอดีตการทำไม้ในท้องถิ่นภาคเหนือ ส่วนมากเป็นไม้สักซึ่งเป็นที่รู้จักกัน ทั่วไปว่าเป็นไม้ที่มีลวดลาย งดงามและทนทาน มีค่าสูง เป็นสิค้าส่งออกที่ทำรายได้เป็นอันดับหนึ่ง ของประเทศไทย
ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยและสวนป่าทุ่งเกวียน      ตั้ง อยู่ ที่ บ้านทุ่งเกวียน ต.เวียงตาล อยู่ในความดูแลของฝ่าย อุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ แต่เดิม เป็นศูนย์ฝึกลูกช้างซึ่งเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก โดยเริ่มดำเนินการ มาตั้งแต่ ่พ.ศ.2512เป็นสถานที่เลี้ยงและฝึกลูกช้าง เพื่อให้เชื่อฟังคำสั่ง และมีความชำนาญในการ ทำไม้ขณะที่แม่ช้างไปทำงานในป่าและ เนื่องจากมีนโยบาย ปิดป่าซึ่ง ทำให้ช้างต้องว่างงาน ศูนย์ ์ฝึกลูกช้างจึงถูกปรับมาเป็นสถานที่ดูแลช้างแก่และเจ็บป่วยและที่นี่ ยังเป็นสถานที่ตั้งของโรงพยาบาล ช้างด้วย
     ฝ่าย อุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือ อ.อ.ป.จึงได้ก่อตั้งศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยขึ้นเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2535 ในพื้นที่ 383 ไร่ เลขที่ 28-29 ถ.ลำปาง-เชียงใหม่ ต.เวียงตาล อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง และจัดกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยวได้แก่ การแสดงของช้าง มีบริการนั่งช้างรอบบริเวณซึ่งเป็นสวนป่า
บริการอาหารเครื่องดื่มและร้านขายของที่ระลึก การแสดงของลูกช้างทุกวัน

การแสดงของช้าง

    วันละ 3 รอบคือ เวลา 10.00 น. 11.00 น. และ 13.30 น. ทุกวันไม่มีวันหยุด และเพิ่มรอบบ่าย อีกสองรอบก่อนที่จะถึงเวลา การแสดงของช้าง เวลา 9.45 น.และเวลา 13.15 น. ชมช้างอาบน้ำ แล้วเดินพาเหรดเข้าสู่ลานการแสดง และบจะมีบริการนั่งช้างชมธรรมชาติ หมู่บ้านควาญช้างใน บริเวณศูนย์ฯ

ค่าเข้าชมสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ
     ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท ส่วนช้างแท็กซี่ หรือบริการนั่งช้างชมธรรมชาติรอบๆ ศูนย์ฯ
เวลา 08.00-15.30 น. ทุกวัน
ระยะเวลานั่ง 15 นาที ผู้ใหญ่ 100 บาท/คน เด็ก 50 บาท/คน
ระยะเวลานั่ง 10 นาที ผู้ใหญ่ 50 บาท/คน เด็ก20 บาท/คน
ระยะเวลานั่ง 30 นาที 400 บาท/คน และ
ระยะเวลานั่ง 1 ชั่วโมง 800 บาท/คน
    นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการได้หลายเส้นทาง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โทร. 0 5422 8108, 0 5424 7871


??????????? ???????????????????
สวนป่าทุ่งเกวียน เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวลำปาง มีป่าสนเมืองหนาวและพันธุ์ไม้นา
นาชนิด ทั้งไม้ดอก
ม้ใบ ที่มีสีสันสวยงามอีกทั้งไม้จำพวกตะบองเพชรและปาล์มตลอดจนพืชสมุนไพร ต่างๆ นักท่องเที่ยวสามารถแค้มปิ้งที่นี่ได้ช่วงที่สวยที่สุดเหมาะแก่การพักแรม เดือนพฤศจิกายน ซึ่ง
เป็นช่วงที่ดอกบัวตองกำลังบานเนื่องจากจังหวัดลำปางมีพื้นที่เป็นแอ่งกะทะจึงมีอากาศที่ร้อนกว่า
แม่ฮ่องสอนดอกบัวตองที่ลำปางจึงบานเร็วกว่าที่ดอยแม่อูคอประมาณ 15 วัน
การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองลำปาง 24 กิโลเมตร ริมทางหลวงหมายเลข 11 (สายลำปาง-ลำพูน) บริเวณกิโลเมตรที่ 28-29 หากโดยสารรถประจำทางขึ้นรถที่จะไปเชียงใหม่จากสถานีขนส่งลำปาง มาลงที่ศูนยอนุรักษ์ช้างไทย

   



image : n4_p2.jpg




อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล

   
เป็นเทือกเขากั้นเขตแดนระหว่างจังหวัดลำพูนที่อำเภอแม่ทาและจังหวัดลำปางที่ อำเภอ ห้างฉัตรและอยู่กึ่งกลางเส้นทางคมนาคมทางรถไฟ ระหว่าง ลำปาง-ลำพูนประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2518
อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล เป็นเทือกเขากั้นเขตแดนระหว่าง จังหวัดลำพูน ที่อำเภอแม่ทา และ
จังหวัดลำปาง ที่อำเภอห้างฉัตร ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2518 มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 159,556 ไร่ มีอุโมงค์รถไฟยาวที่สุดในประเทศไทยเป็นระยะทาง 1,352 เมตร รถไฟใช้เวลาวิ่งผ่านประมาณ 5 นาที อุทยานแห่งชาตินี้อยู่กึ่งกลางเส้นทางคมนาคมทางรถไฟระหว่าง
ลำปาง-ลำพูน ดอยขุนตาลประกอบด้วย ป่าไม้หลายลักษณะ เช่น ป่าดงดิบ ป่าสน เป็นต้น มี 4 ยอดเขาจากเชิงดอยถึงยอดสูงสุด
ประมาณ 7 กิโลเมตร

อุโมงค์ขุนตาล มี วิศวกรชาวเยอรมันมาสำรวจการเจาะอุโมงค์ซึ่งเป็นหินแกรนิต เมื่อปี พ.ศ. 2540 ในสมัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และเสร็จสิ้นเมื่อปี พ.ศ.2461 การเจาะอุโมงค์นี้เป็นการ เสี่ยงอันตรายเป็นอย่างยิ่ง บางครั้งเกิดอุบัติเหตุทำให้เสียชีวิตบ่อยครั้งในส่วนของคนงานที่มาเป็น กรรมกรรับจ้างขุดเจาะ อุโมงค์ส่วนมากจะเป็นชาวอีสานและคนพื้นเมือง
การเดินทาง อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ผู้ที่มาเยือนสามารถเดินทางมาได้ 2 ทาง

 1.โดยทางรถไฟสายเหนือ ลงที่สถานีรถไฟขุนตาลแล้วเดินเท้าขึ้นที่ทำการ อุทยานฯ ระยะทาง ประมาณ 1.3 กิโลเมตร   ดูจากเว็บไซต์

 2.เดินทางมาทางรถยนต์ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 แล้วแยกเข้าสู่ อุทยานฯ ดอยขุนตาล ระหว่างกิโลเมตรที่ 46 และ 47 ซึ่งเป็นถนนสายลาดยางระยะทาง ประมาณ 12 กิโลเมตร ต่อจากนั้น เป็นถนนลูกรังอีกประมาณ 18 กิโลเมตร เมื่อถึงอุทยานฯนักท่องเที่ยวต้องเสียค่าธรรมเนียม ผ่านเข้าออก
ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก อุทยานมีบริการบ้านพักรายละเอียดติดต่อ กรมอุทยานแห่งชาติ และพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760
หรืออุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ตำบลทาปลาดุก อำเภอแม่ทา ลำพูน 51140 โทร.0 5351 9216





n4_p3.jpg












อำเภอเสริมงาม



ศูนย์ศิลปชีพแม่ต๋ำ


       
ตั้ง อยู่ที่อำเภอเสริมงาม ห่างจากตัวเมืองประมาณ 30 กม. เป็นโครงการในพระราชดำริ ก่อสร้างขึ้นมาในปี พ.ศ.2527 โดยการจัดสร้างศูนย์ศิลปชีพขึ้นนั้นมีกิจกรรมหลักๆ 3 กิจกรรม คือ

กิจกรรมแรก คือ กิจกรรมปลูกป่า และป้องกันรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในพื้นที่ รับผิดชอบ มีการปลูกป่าและมีการอนุรักษ์พันธุ์ไม้และการป้องกันไฟป่า การเพาะปลูกกล้าไม้ การลาดตระเวนป้องกันผู้ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า รักษาพันธุ์สัตว์ป่า ปฏิบัติเป็นประจำ คือ เรื่องไม้ป่าต้องป้องให้ดี พยายามจะไม่มีไฟไหม้ในพื้นที่ป้องกันการล่าสัตว์ การตัดไม้ทำลายป่า

กิจกรรมที่ 2 คือ กิจกรรมด้านเกษตรกรรม มีแปลงสาธิตการเกษตรจะมีการ เพาะปลูก พวกส้ม ผัก แปลงสาธิตการเกษตร ให้ราษฎรได้นำไปดูเป็นตัวอย่าง แจกพันธุ์ข้าว ผัก ไก่ หมู ให้ชาวบ้านไปเลี้ยงเป็นการเสริมรายได้

กิจกรรมที่ 3 เกี่ยว กับเซรามิค เครื่องปั้นดินเผา ในพื้นที่นี้ก็มีทอผ้าทั้งผ้าฝ้ายและ ผ้าไหม แกะสลัก ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เมื่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำเร็จเป็นรูปร่าง ก็จะนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาจำหน่ายในราคาถูก เป็นรายได้เสริมอีกส่วนหนึ่งด้วย









อำเภอแม่เมาะ




เหมืองลิกไนต


        เป็นแหล่งถ่านหินลิกไนต์ซึ่งค้นพบเมื่อ พ.ศ.2498 มีปริมาณถึง 630 ล้านตัน และมีอายุประมาณ 40 ล้านปี พื้นที่เหมืองทั้งหมดเป็นของกรมป่าไม้ มีประมาณ 20,000 ไร่ สามารถใช้ได้อีกประมาณ 50 ปี มีการสร้างโรงไฟฟ้า ที่ใช้ถ่านหินชนิดนี้เป็นเชื้อเพลิงตั้งอยู่หลายโรง เครื่องกำเนิดไฟฟ้ามากถึง 13 เครื่อง ถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะถูกนำมาแปรเปลี่ยนเป็น พลังงานไฟฟ้า ส่งไปใช้งานทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก เฉียงเหนือ สำหรับบ้านเรือน ร้านค้า โรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ ถึงแม้ นักท่องเที่ยวจะไม่ได้รับอนุญาตให้ลงไปบริเวณขุดเจาะถ่านหินเพราะมี อันตรายจากวัตถุระเบิดที่ใช้ทำเหมือง แต่ กฟผ. ได้จัดทำจุดชมวิวสำหรับ นักท่องเที่ยวซึ่งเป็นสวนหย่อมตกแต่ง ปลูกไม้ประดับต่างๆ ความสวยงาม ของพันธุ์ไม้ ศาลาชมวิว จุดชมวิว ชมการระเบิดของลิกไนต์ และสามารถ มองเห็นการทำงานของ รถขุดตักแร่ รถขนถ่านหินลิกไนต์ผ่านสายพาน เข้าสู่เครื่องจักรซึ่งอยู่ห่างออกไปเบื้องล่าง ได้เป็นมุมกว้างในบริเวณเหมือง มีบ้านพักรับรองของ กฟผ. สนามกอล์ฟ และสโมสร


      สอบถามรายละเอียดได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์โรงไฟฟ้าแม่เมาะ
โทร.0 54252730-1 , 0540252724
 หรือทางเว็บไซต์
เหมืองแม่เมาะ

โรงไฟฟ้าแม่เมาะ

การเดินทาง


       ไปตามถนนสายลำปาง-เด่นชัย เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร จากนั้นแยกซ้ายเข้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระยะทางประมาณ13 กิโลเมตร สามารถเช่ารถสองแถวซึ่งจอดอยู่ บริเวณ ตลาดบริบูรณ์ในตัวเมือง หรือที่สี่แยกร้านขายยา ไทยโอสถ ถนนทิพวรรณ ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 30 นาที


                 
สวนพฤกษชาติ เหมืองลิกไนต์ อ. แม่เมาะ จ. ลำปาง เหมืองลิกไนต์ อยู่ในเขต อำเภอแม่เมาะไปตามถนนสายลำปาง-เด่นชัย (แพร่) เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร จากนั้นแยกซ้ายเข้าการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตรสามารถเช่ารถสองแถวซึ่ง
จอดอยู่บริเวณตลาดบริบูรณ์ในตัวเมือง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที

    " ลิกไนต ์" เป็นถ่านหินประเภทหนึ่งที่มีการค้นพบในบริเวณนี้เมื่อปี พ.ศ. 2460 มีปริมาณถึง 630 ล้านตัน และมีอายุประมาณ 40 ล้านปี
พื้นที่เหมือง ทั้งหมดเป็นของกรมป่าไม้ มีประมาณ 20,000 ไร ่สามารถใช้ได้อีกประมาณ 50 ปี บริเวณเหมืองมีโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน ชนิดนี้เป็นเชื้อเพลิง ตั้งอยู่หลายโรง ถึงแม้นักท่องเที่ยวจะไม่ได้รับอนุญาตให้ลงไป บริเวณขุดเจาะถ่านหินเพราะมีอันตรายจาก วัตถุระเบิดที่ใช้ทำเหมือง แต่กฟผ.ได้จัดทำจุดชมวิวสำหรับนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นสวนหย่อม ตกแต่งปลูกไม้ดอกไม้ประดับต่าง ๆ ณ จุดนี้ซึ่งสามารถมองเห็นการทำงานของรถขุดตักแร่ซึ่งอยู่ห่างออกไปเบื้องล่าง ได้เป็นมุมกว้างในบริเวณเหมืองมีบ้านพัก รับรองของ กฟผ. สนามกอล์ฟและสโมสร สอบถามรายละเอียดได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โทร. 0-5425-2730-1 และ 0-5425-2724
ภูเขาไฟจำปาแดด เป็นทะเลสาบที่มีขนาดพื้นที่ผิวน้ำประมาณ 12.30 ตารางกิโลเมตร และเป็นส่วนหนึ่งของอ่างเก็บน้ำแม่จาง มีทัศนีย ภาพสวยงามมาก รายล้อมด้วยป่าไม้และ ขุนเขา ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ ปลาน้ำจืด และแหล่งอาหารของชุมชน อยู่ใน เขตพื้นที่ของบ้านนาสัก หมู่ที่ 4 ตำบลนาสัก มีระยะทางห่าง จากที่ว่าการอำเภอแม่เมาะ ประมาณ 40 กิโลเมตร มีการล่องแพชมป่าไม้ และเกาะต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมี "ปลาหลาม" ซึ่งเป็นอาหารจานเด็ดจากร้านอาหารที่มีไว้ให้บริการ แก่ผู้ท่องเที่ยว ในราคาที่ย่อมเยา
ทุ่งบัวตอง อยู่บนบริเวณที่ทิ้งดินด้านตะวันออกของบ่อเหมือง พื้นที่กว่า 500 ไร่ เกิดจากการนำดินในบ่อเหมือง มาทำเป็นภูเขาเทียมสูง จากระดับพื้นดินปกติ 200 เมตร ดอกบัวตอง จะบานสะพรั่ง เหลืองอร่ามสวยงาม สะดุดตา ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงกลางเดือนธันวาคมของทุกปีและเป็นจุดชมวิว ทิวทัศน์ ที่มีความสูงอยู่ในระดับเทียบเท่าปล่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ สถานที่ชม ทิวทัศน์บริเวณรอบ ๆ กฟผ.แม่เมาะ และอำเภอแม่เมาะ อีกด้วย ในเวลาช่วงเช้าของฤดูหนาวจะมองเห็นทะเลหมอกปกคลุม ไปทั่วบริเวณ ซึ่งเป็นภาพที่ตื่นตาตื่นใจแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก









อำเภอเมืองปาน
               







อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน


     เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมมากในจังหวัดลำปางมีพื้นที่รับผิดชอบทั้ง หมด 480,000 ไร่ 786 ตาราง กิโลเมตร ครอบคลุม 4 อำเภอ คือ อำเภอเมืองปาน อำเภอเมือง อำเภอแจ้ห่ม อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ในอุทยานเป็นธารน้ำร้อนน้ำแร่ธรรมชาติ และธารน้ำตกที่เย็นไหลบรรจบกัน และมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติและเดินลัดเลาะ เป็นน้ำตกแจ้ซ้อน ฯลฯ และจุดชมวิวธรรมชาติ และเทศกาล "ดอกเสี้ยว" (ดอกชงโคสีขาว) ที่บานสะพรั่งในฤดูหนาว ตลอดจนมีห้องอาบน้ำ แร่ และห้องพักไว้บริการให้กับ นักท่องเที่ยวด้วย
    อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนได้รับรางวัล “อุทยานแห่งชาติดีเด่นประจำปี 2543 ” ตาม ที่กรมป่าไม้ได้จัดงานวันสถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ 104 ปี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2543 โดยได้จัดประกวดอุทยานแห่งชาติดีเด่นด้านการท่องเที่ยวประจำปี 2543

   ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 58 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2531
แหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน

1. น้ำตกแจ้ซ้อน   เป็น น้ำตกที่เกิดจากลำน้ำแม่มอนที่ไหลผ่านภูมิประเทศที่มี ความสูงต่างระดับกัน ตกลงมาเป็นชั้นๆ ในแต่ละชั้นจะมีแอ่งน้ำรองรับและมีความสวย งามแตกต่างกันออกไป มีเส้นทางรถยนต์ และทางเดินเท้าเข้าถึง ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตรจากที่ทำการอุทยานฯ มีทั้งหมด 6 ชั้น
2. เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ    เพื่อ ช่วยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติ อย่างใกล้ชิด ตลอดจนให้เข้าถึงการดำรง ชีวิตของพืชและสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ ร่วมกันในป่าใหญ่ ทางอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนได้จัดทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ขึ้นทั้งหมดรวม 3 เส้นทาง คือ

    2.1 เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติน้ำตกแจ้ซ้อน
    2.2 เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติน้ำตกแม่เปียก
    2.3 เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติน้ำตกแม่ขุน – แม่มอน ในการศึกษาธรรมชาติในเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติทั้ง 3 เส้นนี้ นักท่องเที่ยว สามารถเดินได้ด้วยตนเอง หรือติดต่อเจ้าหน้าที่สื่อความหมายของอุทยานแห่งชาติแจ้ ซ้อนได้

น้ำตกแม่เปียก   เป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งต่อจากน้ำตกแจ้ซ้อน เข้าถึง โดยใช้เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ ลัดเลาะไปตามลำน้ำแม่มอนที่มีน้ำไหลตลอดปี และ มีสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ น้ำตกแม่เปียกมี 3 ชั้น ความสูงประมาณ 100 เมตร อยู่ ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 3 กิโลเมตร

น้ำตกแม่มอน   เป็นน้ำตกที่มีน้ำไหลรุนแรงจากชะง่อนผาสูงลงสู่หุบเหวเบื้อง ล่าง การตกของน้ำจะตกลงมาเป็นชั้นๆ สวยงามแปลกตา บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่อลังการ ของสายน้ำ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 5 กิโลเมตร ทางเข้าน้ำตกเป็นทาง ลูกรัง เดิมเป็นเส้นทางขนส่งแร่

น้ำตกแม่ขุน    อยู่ใกล้กับน้ำตกแม่มอน มีลักษณะเป็นน้ำตกสายยาวที่ตกจาก หน้าผาสูงชันประมาณ 100 เมตร ไหลลงมาบรรจบกับน้ำตกแม่มอน




3. บ่อน้ำพุร้อน   เป็น แหล่งน้ำพุร้อนที่สภาพการการเกิดทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ มีบ่อน้ำพุร้อน จำนวน 9 บ่อ ภายในพื้นที่มีโขดหิน น้อยใหญ่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของน้ำพุร้อนประมาณ 73 องศา เซลเซียส นักท่องเที่ยวนิยมนำไข่ไก่และไข่นกกระทามาแช่ สำหรับไข่ไก่แช่นาน ประมาณ 17 นาที ไข่แดงจะแข็งมีรสชาดมันอร่อย ไข่ขาวจะเหลวคล้ายไข่เต่า

4. ห้องอาบน้ำแร่    อุทยาน แห่งชาติแจ้ซ้อนได้จัดสร้างห้องอาบน้ำแร่ไว้คอยบริการ นักท่องเที่ยว โดยมีการจัดการโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ที่สวยงาม กลม กลืนกับธรรมชาติ มี 3 ลักษณะ คือ ห้องอาบน้ำแร่แบบแช่ส่วนตัว จำนวน 41 ห้อง ห้องแช่รวม 1 ห้อง และสระน้ำแร่กลางแจ้ง 3 บ่อ ไว้บริการนักท่องเที่ยวทุกวัน อุณหภูมิของน้ำแร่ที่ใช้อาบประมาณ 39-42 องศาเซลเซียส โดยน้ำแร่ที่ใช้แช่อาบจะ ต่อท่อตรงมาจากบ่อพักน้ำแร่ลานน้ำพุร้อน ซึ่งสะอาดปลอดภัย การอาบน้ำแร่เป็นการ บำบัดความเมื่อยล้าของร่างกาย ทำให้รู้สึกสดชื่น ช่วยให้โลหิตไหลเวียนดี และยัง ช่วยรักษาโรคผิวหนังบางชนิดได้ เช่น กลาก เกลื้อน ผื่นคัน เป็นต้น นอกจากนี้ยัง มีนวดแผนโบราณไว้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจอีกด้วย

อัตราค่าบริการ
1. ห้องอาบน้ำแร่แบบแช่ส่วนตัว  ผู้ใหญ่ 50 บาท/คน   เด็ก 20 บาท/คน
2. ห้องอาบน้ำแร่แบบแช่รวม ผู้ใหญ่ 20 บาท/คน   เด็ก 10 บาท/คน
3. ห้องอาบน้ำแร่แบบสระกลางแจ้ง คนละ 10 บาท
                
    5.  ลานดอกเสี้ยว หมู่บ้านป่าเหมี้ยง   บ้าน ป่าเหมี้ยงตั้งอยู่บนภูเขาสูงมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี ทำให้มีต้นชาชุกชุม ชาวบ้านแจ้ช้อนขึ้นไปอยู่อาศัยเป็นการถาวรและตั้งชื่อหมู่บ้านว่า "ป่าเหมี้ยง" ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง จะมีดอกเสี้ยวบาน (ดอกชงโคสีขาว) เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี หรือเรียกว่า "กิ่วฝิ่น" ซึ่ง บ้านป่าเหมี้ยงอยู่ในเขตวนอุทยานน้ำแร่ แจ้ซ้อน ห่างประมาณ 7 กิโลเมตร เส้นทางไปยังหมู่บ้านเป็นสันเขา มีต้นดอกเสี้ยวป่าออกตามธรรมชาติจำนวนมาก ซึ่งเป็นแห่งเดียว ในจังหวัดลำปาง ขณะนี้ได้ผลิตดอกบานสะพรั่งอย่างสวยงาม ปกติจะผลิตดอกในช่วงเดือน ม.ค- กพ.ของทุกปี จึงมีเทศกาลดอกเสี้ยวบานขึ้น ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และเส้นทางดังกล่าว สามารถเดินทางไปยัง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ได้

6. ถ้ำผางาม     อยู่ บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ที่ จซ.2 (ผางาม) ห่างจากที่ว่าการอำเภอวังเหนือประมาณ 8 กิโลเมตร มีถ้ำที่สามารถเข้าไปศึกษาและ ท่องเที่ยวได้จำนวนหลายถ้ำ เช่น ถ้ำผางาม(ถ้ำหนานขัด) ถ้ำน้ำ ถ้ำหม้อ ถ้ำหลวง ถ้ำลูกเกาะ เป็นต้น หน่วยพิทักษ์ฯ ที่ จซ.2 อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 60 กิโลเมตร

7. จุดชมวิวดอยล้าน     อยู่ ระหว่างอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน กับอุทยานแห่งชาติแม่ ตะไคร้ จ.เชียงใหม่ เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมาก อากาศหนาว

สิ่งอำนวยความสะดวก


     อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน มีจุดบริการต่างๆ ที่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับนัก ท่องเที่ยว ดังนี้

     1. ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว สำหรับให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอุทยานฯ ตลอดจน ให้คำแนะนำต่างๆแก่นักท่องเที่ยว

     2. ห้องอาบน้ำแร่
จัดไว้บริการ 3 รูปแบบ คือ ห้องแช่ส่วนตัวจำนวน 41 ห้อง ห้องแช่รวม 1 ห้อง และยังได้จัดสระน้ำแร่ กลางแจ้ง ทั้ง 3 รูปแบบจัดไว้บริการนัก ท่องเที่ยวทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. และในวันหยุดเปิดบริการ ตั้งแต่ 06.00 – 19.00 น. นอกจากนี้ยังมีนวดแผนโบราณไว้บริการสำหรับนักท่อง เที่ยวที่สนใจอีกด้วย

     3. บ้านพักนักท่องเที่ยว ที่จัดสร้างอยู่บนเนินเขา สามารถนำรถยนต์เข้าถึงได้ มีทั้งสิ้นจำนวน 13 หลัง สามารถรองรับ นักท่องเที่ยวได้ทั้งสิ้น 70 คน (ราคาห้องละ 1,200-3,600 บาท)

     4. ค่ายพักแรมและแค้มป์ไฟ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเป็นคณะใหญ่ๆ โดยมีค่ายพักแรม จำนวน 2 หลัง สามารถรองรับนักท่องเที่ยว ได้จำนวน 80 คน (ราคาห้องละ 2,000 บาท)

     5. สถานที่กางเต็นท์ มี เต็นท์และเครื่องนอนไว้คอยบริการสำหรับนักท่องเที่ยว ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด อุทยานฯแจ้ซ้อนได้จัดสร้างฐานสำหรับกาง เต็นท์ไว้เป็นจุดๆ มีทางเดินเชื่อมต่อถึงกันในแต่ละฐาน มีปลั๊กไฟ เตาปิกนิก ถัง ขยะ ที่ล้างจาน และห้องน้ำ ที่จัดสร้างให้กลมกลืนกับธรรมชาติ อัตราค่าบริการที่ กางเต็นท์ 30 บาท/คน/คืน

     6. ร้านค้าสวัสดิการ ของอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ที่มีอาหารและเครื่องดื่มไว้คอย บริการ โดยจะต้องสั่งจองล่วงหน้ากับทางอุทยานฯ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าเล็กๆ อีก ประมาณ 30 ร้าน ที่ให้บริการด้านอาหาร ซึ่งทาง อุทยานฯได้ควบคุมดูแลความสะอาดให้ ถูกหลักอนามัย

     7. สโมสร ไว้สำหรับประชุมสัมมนา หรือ ทำกิจกรรมต่างๆ โดยสโมสรนี้สามารถ จุคนได้ประมาณ 100 คน 3 ห้อง (1600/วัน)